ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

ถ้าได้

๑ พ.ย. ๒๕๖๘

ถ้าได้

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๘

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๓๑๓๐. เรื่อง “หนังสือเกี่ยวกับพิจารณากายของหลวงพ่อคือเล่มใด”

เมื่อทำจิตสงบพอได้บ้างแล้วจะพิจารณากาย ควรนำหนังสือเล่มไหนของหลวงพ่อมาอ่านเพื่อสอนการพิจารณาเจ้าคะ

ตอบ : นี่คำถามเนาะ คำถามๆ คำถามด้วยความปรารถนา คำถามนี้มันก็เหมือนเด็กน้อยหรือคนปฏิบัติทั่วไป ก็อยากจะมีหนทางที่ถูกต้องชอบธรรม แต่หนทางที่ถูกต้องชอบธรรมมันมาจากไหนล่ะ

ถ้าหนทางที่ถูกต้องชอบธรรมนะ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรม เริ่มต้นปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ยสะ ชฎิล ๓ พี่น้อง พระอรหันต์ทั้งนั้นเลย ๑,๒๕๐ องค์ ชุดนี้แหละที่วันมาฆบูชาที่มาเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่พระอรหันต์ทั้งนั้น พระอรหันต์เพราะอะไร เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเล็งญาณ จิตใจเขาควรแก่การงาน เขาพร้อม อย่างเช่นพระปัญจวัคคีย์

เริ่มต้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะโปรดสัตว์ เล็งญาณไปอุทกดาบส อาฬารดาบส เพราะเป็นอาจารย์เก่า ได้สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ คำว่า ได้สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘” เขาได้สมาธิใช่ไหม ปัญจวัคคีย์อุปัฏฐากอยู่ ๖ ปี รู้เลยว่าจิตใจมันสมควรแค่ไหน

เวลายสะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเดินจงกรมอยู่ “ที่นี่เดือดร้อนหนอ ที่นี่วุ่นวายหนอ” เขามีปราสาท ๓ หลังเหมือนกับเจ้าชายสิทธัตถะ แล้วเวลาที่บ้านมีงานมหรสพมันวุ่นวาย มันเดือดร้อน มันทุกข์มันยาก

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเดินจงกรมอยู่ไง ยสะ ที่นี่คือหัวใจไม่เดือดร้อน ที่นี่คือหัวใจที่สงบสุข สงบสุข ถึงมาเทศนาว่าการได้เป็นพระโสดาบัน พ่อแม่ตามมา บังไว้ก่อน เทศน์สอนพ่อแม่ ยสะเป็นพระอรหันต์เลย พอเป็นพระอรหันต์ ข่าวร่ำลือไป บริวารอีก ๕๔ ตามมา เทศน์เป็นพระอรหันต์หมดเลย

ชฎิล ๓ พี่น้องเขาบูชาไฟๆ บูชาไฟ เพ่งกสิณ พราหมณ์ที่เขาบูชาไฟๆ ที่เขายังหมุนกันอยู่จนปัจจุบันนี้เป็นการเพ่งกสิณ พอเพิ่งกสิณ เหมือนกับอุทกดาบส อาฬารดาบสไง ได้สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ เพ่งกสิณจิตใจมันมีความสงบสุข เอาพญานาคมาไว้ในโรงไฟ

เวลาเจ้าชายสิทธัตถะไป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไป เขาบอกให้ไปอยู่กับโรงไฟ กะให้พญานาคกำจัดองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอามาใส่บาตรไว้เลย พญานาคไหน ใส่บาตรๆ

เขางงนะ ทิฏฐิมานะไง “เอ...สมณะองค์นี้เก่ง แต่สู้เราไม่ได้ เราเป็นพระอรหันต์” ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็น จะทำอย่างไรก็ได้ ทิฏฐิมานะทั้งนั้นน่ะ ถ้าเป็นศาสดา เป็นหัวหน้าแล้วเป็นอย่างนั้นน่ะ ติด มีทิฏฐิมานะขึ้นมา จนสุดท้ายแล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนขนาดไหนมันก็ยังดื้อไง

“ท่านไม่ใช่พระอรหันต์หรอก”

สะอึกเลยนะ ที่เอ็งคิดน่ะไม่ใช่ ที่เอ็งคิดเอ็งหลง ลอยบริขารเลย ยอมสยบเลย เอหิภิกขุ ขอบวช บวชเสร็จแล้วเทศน์อาทิตต์ฯ ไง ถึงเป็นพระอรหันต์

นี่พูดถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเล็งญาณ เล็งญาณสมัยนั้นมันยังสังคมพระเริ่มต้นมันไม่กว้างขวาง ไม่มีภาระรุงรัง แต่เวลาเติบโตขึ้นมา แล้วพระมาบวชมากมาย แล้วบวชมาเขาพร้อมไหม สัตตรสวัคคีย์ๆ วินัยๆ ที่บัญญัติไว้ พระทำผิดมาทั้งนั้นนะ ผู้ที่ทำผิดยังไม่มีวินัยไม่เป็นอาบัติ แต่เป็นต้นบัญญัติ แต่คนทำต่อไปเป็นอาบัติหมด

สิ่งที่ทำๆ เราต้องการความถูกต้องชอบธรรม แต่ความถูกต้องชอบธรรมที่ไหน

นี่เหมือนกัน คำถาม เมื่อทำจิตสงบแล้ว ทำจิตสงบแล้วจะพิจารณากาย พิจารณาอย่างไร

พิจารณากายๆ มีผู้ที่ปฏิบัติมากมายมาถามปัญหาเรา สุดท้ายแล้วนะ มันเฉพาะเจาะจงไง สุดท้ายเวลาไปฝึกหัดปฏิบัตินะ แล้วเขาบอกเลย สิ่งที่เขาได้ๆ ส่วนใหญ่แล้วได้จากปัญหาถามตอบ

เวลาฝึกหัดปฏิบัติแล้วเขาไปรื้อไปค้นที่ถามตอบ บอกว่า โอ้โฮ! มันมีช่องทาง เพราะอะไร เพราะทุกคนปฏิบัติไปแล้วเวลามันจนตรอกขึ้นมาเขาก็ถามมาๆ แล้วถามมา แล้วของใครบ้างล่ะ มันมีวาสนาของแต่ละบุคคลไง แล้วของเราล่ะ เราก็เทียบเคียงเอาสิ

นี่เหมือนกัน มาระบุว่าให้หลวงพ่อบอกว่าจะพิจารณากายให้ดูหนังสือเล่มไหน

ก็เล่มที่แจกๆ ไปนั่นน่ะ เอ็งก็หาเอา มันอยู่ที่ตรงจริตตรงนิสัย ตรงกับความพอใจของตนไง ถ้าตรงกับความพอใจของตน ถ้ามันถูกต้องชอบธรรม มันก็เป็นของมันไปไง

แต่ทีนี้ว่าคำถาม ทำจิตสงบบ้างแล้ว

บ้างแค่ไหน บ้างอย่างไร แล้วบ้าง บ้างตรงไหน

นี่ไง เวลาหลวงตาพระมหาบัว เราเกิดไม่ทันหลวงปู่มั่นนะ หลวงปู่มั่นท่านเสีย ๒๔๙๒ เราเกิด ๒๔๙๔ ไม่ทันหลวงปู่มั่นหรอก ไม่เคยเห็นหลวงปู่มั่นเลย แต่พูดหลวงปู่มั่นทุกวันเลย เพราะอะไร

เพราะฟังจากหลวงตาทุกวัน หลวงตาจะเน้นว่าหลวงปู่มั่นๆ เลย เพราะหลวงปู่มั่นสอนท่าน หลวงปู่มั่นสอนหลวงปู่เจี๊ยะ แล้วสอนมา สอนลูกศิษย์ที่เคารพครูบาอาจารย์ มันเห็นวัตรปฏิบัติ สิ่งที่ทำมาแล้วมันชื่นใจ แล้วทำตาม แล้วเคารพบูชา

เวลาหลวงปู่มั่นท่านจะถามพระไง “จิตเป็นอย่างไร จิตเป็นอย่างไร”

แล้วถ้าจิตเป็นอย่างไร จิตไม่เป็นอย่างไร เห็นไหม เวลาสอน เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ เวลาพระที่บวชแล้วก็อยากเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด แล้วเป็นไหม ถ้าเป็นนะ มันจะไม่มีวินัยบัญญัติ วินัยบัญญัติคือพระทำผิดมาหมดทั้งสิ้นนะ พระทำแล้วทั้งนั้นน่ะ ในสมัยพุทธกาลน่ะ

นี่ก็เหมือนกัน หลวงปู่มั่นเวลาลูกศิษย์เป็นแสน เหลือมาเท่าไร แล้วเวลาที่ปฏิบัติไม่ได้ล่ะ ไอ้ที่ไปพูด ไปอวดไปอ้างกันน่ะ

สิ่งที่เป็นครูบาอาจารย์จริงนะ ท่านไม่เหยียบย่ำ ไม่วัดรอยเท้าครูบาอาจารย์ทั้งนั้นน่ะ หลวงตา หลวงปู่เจี๊ยะเคารพบูชาขนาดไหน เคารพบูชาเทิดใส่หัวไว้เลย

แต่ไอ้ที่ว่าหลวงปู่มั่นชมเราอย่างนี้ หลวงปู่มั่นยกย่องเราอย่างนั้น ไร้สาระทั้งนั้นน่ะ ไร้สาระ

ฉะนั้น ไร้สาระ นี่ย้อนกลับมาที่คำถามไง เขาถามว่าทำจิตสงบแล้ว

สงบอย่างไร สงบแค่ไหน เวลาถามมันก็ให้คะแนนตัวเองทั้งนั้นน่ะ จิตสงบ เห็นไหม มันมีลูกศิษย์มาถามไง บอกว่า เวลาปฏิบัติมันทุกข์มันยากมาก จะติดตามความทุกข์ไป แล้วมันก็เท่าทันบ้าง ไม่เท่าทันบ้าง นี่ก็ทำจิตสงบไง แล้วจะเอาให้ได้

บอกว่า ไม่ได้ แต่ถ้าพุทโธ บริกรรมพุทโธ หายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ คำบริกรรมมันอยู่ที่จิต จิตมีการกระทำ จิตมันปล่อยวาง ตัวของมันจะเป็นสัมมาสมาธิ ตัวของมัน เวลาเป็นสัมมาสมาธิแล้วนะ ที่ว่ามันทุกข์มันยากหาไม่เจอแล้ว เพราะอะไร เพราะมันสงบสุขไง มันสงบสุข

นี่ไง เพราะคำว่า มันสงบสุข มันเป็นสัมมาสมาธิ” แล้วถ้ามันเห็นทุกข์ เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม นั้นแหละมันจะฝึกหัดวิปัสสนา

แต่เวลามันสงบสุขแล้วมันไม่เห็นนะ แต่ที่มันฟุ้งซ่านนี่มันทุกข์ แล้วตามทุกข์ไปก็แบบว่าตะครุบเงาๆ เพราะพอเท่าทันทุกข์มันก็หาย หายก็พอใจ หายก็ว่าตัวเองทำสมาธิ ตัวเองมั่นคง แล้วว่าหาย มันก็เหมารวมไง เหมารวมว่าทุกข์ดับ เหมารวมว่าเป็นการฝึกหัดภาวนา แต่ความจริงไม่ใช่ เพราะฤๅษีชีไพรเขาทำแล้ว การทำความสงบ แล้วสงบแล้วฤๅษีชีไพรยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่เป็น ยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่ได้ เพราะอะไร เพราะเป็นมิจฉาไง คำว่า มิจฉา” คือหลงผิด หลงผิดในความสงบสุขนั้น

ทีนี้เขาถามว่า ทำจิตสงบได้บ้างแล้วจะฝึกหัดพิจารณากาย

ฝึกหัดพิจารณากายๆ เราคิด เราเห็นได้เลยพิจารณากาย เพราะอะไร เพราะมันเป็นสมมุติ มันนึกเอา พิจารณาเอา ได้ทั้งนั้นน่ะ แต่ถ้าจิตมันสงบแล้วนะ จะให้มันเห็นกาย ยาก ถ้าเห็นกายโดยข้อเท็จจริง นี่โดยข้อเท็จจริงเลย โดยข้อเท็จจริงแล้ว

เวลาคำถามไงว่า ควรจะดูหนังสือเล่มไหน

หนังสือหรือคำเทศนาว่าการมันก็แบบว่าแกงหม้อใหญ่ แกงหม้อใหญ่ เทศนาธรรมะของพระพุทธเจ้า เทศนาธรรมคือสัจธรรม แต่มันตรงจริตตรงนิสัยของใคร เราก็ฝึกหัดศึกษาและค้นคว้า เพราะเวลาค้นคว้ามันเจาะจง เจาะจงมันสะเทือนหัวใจ สะเทือนกิเลส

ฉะนั้น สิ่งที่บอกว่า จิตสงบแล้ว แล้วจะหัดพิจารณากาย

พิจารณากาย มันพิจารณากายได้โดยปกติเลยล่ะ เพราะอะไร เพราะโดยธรรมชาติ ทางการแพทย์ เอ็งดำรงชีวิตอย่างไร เอ็งก็จะเจอโรคภัยไข้เจ็บอย่างนั้นน่ะ การดำรงชีวิตอย่างไรมันก็เกิดผลตอบสนองอย่างนั้น

นี่เหมือนกัน เด็กมันก็ต้องโตเป็นผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็ต้องชราคร่ำคร่า ถ้าเรามองโดยธรรมมันก็สลดสังเวช ก็ดูโดยประเพณีวัฒนธรรม แล้วถ้าเราเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา เอาแล้ว

มีคนเยอะมากนะ เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมามันจะเห็นคุณค่าเลย แล้วถ้าเราอุปัฏฐากคนป่วยด้วย อย่างเช่นเราไปเยี่ยมไข้ที่โรงพยาบาล ดูคนป่วยสิ หิ้วถุงน้ำเกลือ หิ้วถุงปัสสาวะ สังเวชไหม สังเวชทั้งนั้นน่ะ นี่พิจารณากาย

แล้วพิจารณากายว่า ร่างกาย สิ่งที่ได้มาว่าการเกิดเป็นมนุษย์เป็นอริยทรัพย์ คนที่เกิดมาแล้วอาการครบ ๓๒ เป็นคนที่มีบุญ คนพิการๆ ถ้าจิตใจเขาเข้มแข็ง ผู้พิการเขาเป็นผู้ที่ไปปฐมนิเทศให้กำลังใจคนเลย เพราะใจเขาเข้มแข็ง กายกับใจๆ ไง ถ้ากายกับใจ ถ้ามันพิจารณาของมันไป มันเจริญเติบโตของมันไป

นี่เหมือนกัน คำถามๆ เพราะเราไม่แน่ใจเรื่องคำถามเลย เพราะทำจิตสงบได้บ้างแล้ว

สมาธิทำไม่เป็นๆ โดยธรรมชาติสมาธิทำไม่เป็นหรอก เวลาครูบาอาจารย์บอกให้ทำสมาธิ ๑๐ ปียังทำไม่ได้เลย ถ้ามันทำได้ๆ นะ ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นเป็นแสน พระอรหันต์ต้องเป็นแสน ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นเป็นแสน เหลือกี่องค์ แล้วเหลือที่ความถูกต้องชอบธรรมกี่องค์

ถ้าเหลือที่ความถูกต้องชอบธรรมนะ มันเคารพบูชา ถ้ามันเป็นแซงหน้าแซงหลังนะ มันเอาครูบาอาจารย์มาเป็นพื้นเป็นฐาน จะไม่พูดว่าเหยียบอาจารย์ขึ้นไป

เอาครูบาอาจารย์เป็นบาทเป็นฐาน อ้าง “หลวงปู่มั่นท่านชื่นชมเราอย่างนั้น”

ต้องชื่นชมด้วยหรือ โธ่! ฟังแล้วมันรับไม่ได้ เรารับไม่ได้ แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องของกิเลส เรื่องของมายาโลกเป็นอย่างนั้นทั้งสิ้น

ทุกคนปรารถนาดีนะ ทุกคนอยากทำคุณงามความดี แต่ทำความดีตามข้อเท็จจริงนั้นให้มันเป็นความจริงขึ้นมา ไม่ใช่ว่า นี่ไง ทุกคนมีปากก็พูดไป แล้วมีความรับผิดชอบมากน้อยแค่ไหน

แต่ถ้าครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ นะ ท่านเคารพบูชาของท่าน พอท่านเคารพบูชาขึ้นมา อย่าว่าแต่พูดเลย อย่างเช่นหลวงตาท่านพูดประจำ เวลาท่านไปหาหลวงปู่ขาวไง หลวงปู่ขาวบอกเลย วันไหนก็แล้วแต่ที่ทำอะไรไม่เป็นความถูกต้องชอบธรรมนะ หลวงปู่มั่นจะมาเทศน์ในนิมิตเลย ทำอะไรผิด หลวงปู่มั่นมาแล้ว หลวงปู่ขาวนี่

หลวงตานะ ท่านไปสร้างวัดที่น้ำตกพลิ้ว แล้วออกบิณฑบาต แล้วเวลาออกบิณฑบาตตามสวน พอตามสวนขึ้นมามันมี เวลาข้ามร่องสวนเขาจะใช้ไม้ต้นเดียววางไว้เดิน คนสวนเขาเดินเคยไง พระไปบิณฑบาตไม่ถนัด ฝนตก เหยียบลื่น ตกน้ำตูม

กลับมาวันนั้นมาที่ศาลา หลวงตาท่านพูด คืนนั้นหลวงปู่มั่นมาเลย “เป็นพระผู้ใหญ่ บิณฑบาตรอบวัด ให้พระผู้น้อยมันไปไกลๆ พระผู้น้อยเป็นพระเด็กๆ...”

หลวงปู่มั่นมาเลยนะ ตั้งแต่นั้นมาหลวงตาท่านบอกเลย ถ้าบิณฑบาตท่านไปสายที่ไกลที่สุด สายที่ลำบากที่สุด หัวหน้าต้องรับผิดชอบสูงกว่าลูกศิษย์ หัวหน้าต้องรับผิดชอบมากกว่า

หลวงตาทำอะไรถ้าผิดพลาด...ไม่ได้ผิดพลาด มันเป็นเรื่องธรรมชาติไง มันเป็นเรื่องของพระทั่วไป แต่เวลาใครไปเจออะไร หลวงปู่มั่นมาเลย ท่านพูดเอง

ถ้าครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ นะ ทำอะไรผิด ทำอะไรพลาด หลวงปู่มั่นมาในนิมิตเลย เทศน์เลย นี่ถ้าเป็นข้อเท็จจริง แล้วเคารพไหม

แล้วอย่างเรานี่เนาะ เราก็อยากให้หลวงปู่มั่นมาทุกวัน ไม่เคยเจอเลย เพราะเราไม่มีคุณสมบัติดีพอที่ท่านจะมาเผดียง

ฉะนั้น เวลาถ้าเป็นจริงๆ มันเป็นจริงอย่างนั้น

ไอ้อย่างที่พูดนี่มันเป็นความเห็นของเรา แล้วผู้ถาม เราไม่แน่ใจ เราไม่แน่ใจ ทำความสงบบ้าง ทำสมาธิบ้าง

โดยพื้นฐานนะ ทำความสงบของใจ ถ้าใจมันสงบสุขขึ้นมานะ มันมีสติ มีหิริ มีโอตตัปปะ มีความรู้ตัวทั่วพร้อม นั้นคือสัมมาสมาธิ

อารมณ์ ว่างๆ นั่นอารมณ์นะ วันนี้อารมณ์ดีก็ว่างๆ วันนี้หงุดหงิด ว่างไหม ว่างๆ นั้นอารมณ์นะ อารมณ์เกิดจากจิตไม่ใช่จิต

พุทโธๆ นี่ก็อารมณ์นะ ธรรมดามันเป็นอารมณ์ มันเป็นความรู้สึกนึกคิด แต่เราศรัทธาความเชื่อ เราให้คิดเรื่องพุทโธๆๆ พอเรื่องพุทโธๆๆ จนพุทโธไม่ได้ พุทโธดับ อารมณ์มันดับ มันจะเข้าสู่ตัวมันเอง คือเข้าสู่สัมมาสมาธิ

พุทโธๆ เวลาเราพุทโธ โอ้โฮ! มันแบบว่ามันเครียด มันทุกข์มันยากทั้งนั้นน่ะ เพราะอะไร เพราะมันไม่อิสระไง ถ้าลองปล่อยสิ มันคิดตามสบายของมันนะ โอ้โฮ! เตลิดเปิดเปิง แหม! มีความสุขมาก นั่นน่ะเราให้มันอยู่กับพุทโธไง นี่ไง มันถึงว่าต้องมีคำบริกรรม คือจิตทำงาน พอจิตทำงานมันถึงจะสงบเข้ามา

ไอ้นี่นั่งเหม่อลอยเพ้อเจ้อ ว่างๆ ว่างๆ ว่างอยู่แล้ว เพราะอะไร เพราะเราเจตนาจะทำสมาธิ แล้วมันก็เอาความว่างว่ามันเป็นสมาธิ แล้วเราก็เชื่อ เราก็ไหลตามมันไป แล้วว่างๆ จิตมันสงบบ้าง สงบเพราะว่ามันจูงจมูกอยู่ไง

ถ้าจิตมันสงบแล้ว จิตสงบแล้วนะ โอ้โฮ! มันสุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี แล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่เป็น ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาเป็นนะ จิตเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง แล้วถ้าฝึกหัดใช้ปัญญา ปัญญามันเคลื่อนไปแล้วนะ มันจะรู้แล้ว ตทังคปหานหรือสมุจเฉทปหาน

ตทังคปหานคือใช้สติปัญญาชั่วคราวแล้วมันปล่อย แค่นั้นน่ะ ส่วนใหญ่แล้วทำได้แค่นี้ แล้วก็เข้าใจว่านี่เป็นธรรม ถ้าเป็นธรรม ทำไมไม่มีเหตุไม่มีผล มีเหตุมีผลตรงไหน

ถ้ามันสมุจเฉทปหานนะ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส สังโยชน์ ๓ ขาดดั่งแขนขาด พระโสดาบันเกิดอีก ๗ ชาติ คนที่เราจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้ แล้วเรารู้เลยว่าเราเกิดอีก ๗ ชาติ เอ็งไม่มหัศจรรย์ตัวมันเองหรือวะ แล้วมหัศจรรย์ตัวเอง มหัศจรรย์ที่หัวใจนะ มหัศจรรย์ที่ว่าจิตมันมีคุณภาพ จิตมันพาดกระแส ธรรมะพาดกระแสเข้าสู่ตัวจิตนั้น มันมหัศจรรย์นะ ถ้ามันเป็นจริง แต่นี่มันเพ้อเจ้อเพ้อพก นี่พูดถึงเปรียบเทียบนะ

นี่ผู้ถาม ฉะนั้น คำถามถามมาแค่นี้ “จิตสงบบ้างแล้วจะพิจารณากาย ควรนำหนังสือเล่มไหนของหลวงพ่อมาอ่าน มาสอนการพิจารณากายเจ้าคะ”

หาเอา หาเอา มันอยู่ที่ว่าความถนัด แล้วถ้ามันหาเอา เรากินเอง เราทำเอง มันพอใจ

ไอ้นี่ว่าเล่มไหนๆ

เล่มที่แจกไปน่ะ แล้วคนได้ประโยชน์มากมาย คนได้ประโยชน์มากมายเพราะว่าให้ธรรมเป็นทานไง สิ่งที่ทำอยู่นี้ทำเพราะให้ธรรมะสัจธรรมนี้เป็นทาน เป็นทานเพื่อสาธารณะ ใครมีอำนาจวาสนา เขาจะได้ผลประโยชน์ของเขา ใครไม่มีอำนาจวาสนามันก็กรรมของสัตว์ จบ

ถาม : ข้อ ๓๑๓๑. เรื่อง “การภาวนา”

๑. ตอนนี้ภาวนาพุทโธ ลมหายใจเข้าออก เวลานั่งสมาธิก็ใช้จับธาตุดินสลับกับพิจารณาความตายเจ้าค่ะ ตอนแรกนั่งๆ จับธาตุดินกับความตาย พิจารณาไปเรื่อยจนมันก็สลดๆ อยู่ ตัวรู้ก็บอกให้ดูสิ หนูก็ดู สักพักมีเสียงวี้ดเข้ามาในหู แล้วจิตมันดึงเหมือนเวลามันจะออก แล้วมันจะตึง มันไม่วูบลงแล้วสว่างเหมือนสมาธิ อันนี้ดึงแล้วดับมืดตึ้บ ดึงแล้วมืดติดกัน ๓ รอบแบบนี้ กลัว เลยคิดว่าออกก่อนดีกว่า ก็เลยลืมตาออกเจ้าค่ะ มันเป็นอะไรเจ้าคะ

๒. เวลาพุทโธมันดีๆ หนูจะจับอารมณ์ที่มันเกิดขึ้น เพราะเวลาพุทโธสังเกตว่าตนมีความอยากลงไป เวลาคิดพุทโธก็เลยจับอารมณ์ที่เกิดขึ้น มันก็หมดไป ถ้าไม่เห็นอะไรก็ตั้งหน้าตั้งตาพุทโธอย่างเดียวต่อไป แบบนี้ถูกไหมเจ้าคะ หนูว่ามันจะช่วยไม่ให้ฟุ้งซ่านจนจิตไม่มีหลักได้ค่ะ

๓. ไม่เคยเห็นกายแบบคนอื่นเลยเจ้าค่ะ เคยนั่งสมาธิแล้วมันแว็บมาเป็นแขน เป็นอวัยวะแป๊บๆ แล้วก็เป็นอยู่ ๒–๓ ครั้ง ตอนนี้เลยใช้ดูธาตุดิน น้ำ ลม ไฟเอาเจ้าค่ะ เคยดูธาตุดินจนเห็นว่า รู้ว่าไปแนบเข้าไปกับธาตุละเอียดสว่าง ได้แค่นี้เจ้าค่ะ ถือว่าดูกายเหมือนกันไหมเจ้าคะ

๔. จิตหนูจะวูบ มันจะออก ยิ่งตอนสมาธิจะไต่ขึ้น ก่อนนอนบางทีมันต้องดึงไว้หลายๆ ครั้ง บางทีก็นึกว่าดึงแล้ว แล้วมันก็ดึงไม่ให้ออกไปก็มี อย่างเมื่อคืนนี้หนูดึงไว้ ๓–๔ รอบกว่ามันจะเข้าได้ หนูทำถูกต้องใช่ไหมเจ้าคะ

๕. เวลามีอะไรแปลกๆ นั่งสมาธิหนูจะกลัว แล้วอยากจะตั้งหลักก่อนตลอด ตอนเด็กๆ เคยนั่งได้ดีกว่านี้มาก แต่เพราะกลัว แล้วมันก็เสื่อมด้วย แล้วก็หยุดไปเลย จริงๆ แล้วนั่งสมาธิ เราจะไม่ต้องไปกลัวอะไรเลยใช่ไหมเจ้าคะ กราบขอบพระคุณหลวงพ่อเจ้าค่ะ

ตอบ : นี่คำถามเนาะ อันนั้นนั่งสมาธิมันสงบบ้างเป็นบางครั้ง แต่อันนี้การนั่งสมาธิๆ เขานั่งสมาธิแล้วมีประสบการณ์ ประสบการณ์การประพฤติปฏิบัติขึ้นมาไง

เวลานั่งสมาธิ นั่งสมาธิเพื่อความสงบสุข ถ้าความสงบสุขโดยทั่วไป เวลาคนสงบ สงบไปเฉยๆ ไง แต่เวลาคนทั่วไปเวลาสงบแล้วออกรู้นิมิต ออกเห็นต่างๆ จริตนิสัยของคนมันแตกต่างกัน จริตมันแตกต่างกันมาคือนิสัยมันแตกต่างกันมา เวลาทำไปมันปรากฏการณ์แต่ละคนมันแตกต่างกัน แต่เวลาถึงที่สุดแล้วสมาธิก็คือสมาธิไง

แล้วสมาธิ เวลาเราพูดถึง ถ้าเป็นสัมมาสมาธิ อวดอุตตริมนุสสธรรม ปาราชิก ๔ ข้อ ข้อหนึ่งคือพระอวดอุตตริมนุสสธรรม อวดอุตตริเริ่มต้นจากทำฌานสมาบัติ คือสมาธินี่ ฉะนั้น สมาธิๆ ถ้าทำสมาธิ อวดอุตตริคือมันเหนือมนุษย์ไง

มนุษย์สมาธิสั้น สมาธิยาว มนุษย์มีสมาธิอยู่แล้ว เป็นสมาธิของมนุษย์ แต่เวลาจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศีล สมาธิ ปัญญา นี้ศีล สมาธิ นี้สมาธิอย่างนี้ สมาธินี้มันเหนือไง เหนือมนุษย์ไง อวดอุตตริมนุสสธรรมคือธรรมที่เหนือมนุษย์ ทีนี้ธรรมที่เหนือมนุษย์ มันถึงมหัศจรรย์ไง

ฉะนั้น เวลาเขาทำพวกฌานโลกีย์ ไอ้นั่นมันทางโลก เป็นไสยศาสตร์ พวกฌาน พวกโลกีย์ แต่ถ้าเราทำสมาธิๆ มันจะเข้าสู่ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าเข้าสู่ศีล สมาธิ ปัญญา ทีนี้คำว่า สมาธิมันจะลึกลับซับซ้อนกว่าสมาธิแบบมนุษย์ สมาธิแบบโลกๆ ฉะนั้นถึงว่า อวดอุตตริมนุสสธรรม ธรรมเหนือมนุษย์

ทีนี้ธรรมเหนือมนุษย์ เวลาคนทำไปแล้วเป็นสมาธิ มันก็สงบระงับเข้ามา

คนถามมาเยอะ “หลวงพ่อ นี่มันคืออะไรน่ะ” ไม่รู้ ถ้ามันเป็นคุณงามความดียังไม่รู้เลยนะน่ะ แต่ถ้ามันส่งออกอย่างนี้รู้ ไปเห็นผีอย่างนี้รู้ ไปเห็นอย่างนู้นอย่างนี้รู้ นี่มันส่งออก ทีนี้มันส่งออก พอมันจะส่งออก มันจะเป็นอย่างไร มันอยู่ที่จริตนิสัย จริตนิสัยขึ้นมา

ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมจริงๆ เขาจะรู้เรื่องอย่างนี้ ว่าสมาธิมันคือสมาธิ ไอ้สมาธิที่มันเป็นมิจฉา สิ่งที่มันออกรู้ๆ มันเริ่มจิตมันมีกำลังมากกว่าปกติ เห็นไหม อย่างเช่นปกติเรา ถ้าเราไปเห็นผีเราก็งง ทำไมเห็นผี แล้วคนอื่นทำไมเขาไม่เห็นล่ะ

ไอ้เรื่องปกติคือมันก็เป็นเรื่องปกติ เรื่องโดยวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าไปเห็น มันโดยจิตคนอ่อนแอ จิตคนเข้มแข็งแตกต่างกันไป

นี่ก็เหมือนกัน เวลาจะทำสมาธิๆ สมาธิก็คือสมาธิ

“แล้วสมาธิมันสว่างโพลงเลย”

สว่างก็ส่วนสว่าง ไม่ใช่สมาธิ เพราะเป็นสมาธิมันเห็นสว่าง สว่างนั่นส่งออกแล้วนะน่ะ มันออกไปรู้

ถ้าสมาธิคือตัวสมาธิไง แต่ถ้ามันส่งออก ส่งออกมันไปรู้ไปเห็นสิ่งใด ถ้ามีครูบาอาจารย์ที่เป็นจริงนะ พุทโธชัดๆ พุทโธชัดๆ คือกลับมาตัวเราไง

แต่ถ้าเขาไม่เข้าใจ พอไปเห็นอะไรก็จะวิ่งตามมันไปไง พอวิ่งตามมันไป มันก็ส่งออกไป มันก็เหมือนเราเสพอารมณ์ อารมณ์ร้อยแปด ทุกอย่างมันเข้ามาเต็มที่ เราก็คิดตามมันไป แล้วมันจะจบเมื่อไหร่

แต่ถ้าเข้ามาถึงตัวเราจบหมด เว้นไว้แต่ถ้าเราจะพิสูจน์ว่านั่นคืออะไร ถ้าเราเห็นสิ่งใดก็แล้วแต่ ถามว่ามันคืออะไร จบเลย เพราะคำว่า จะถามว่าคืออะไร” เรามีสติ แต่ถ้าเราไม่ถามเลย เราไม่ตั้งใจเลย มันไปหมด

ฉะนั้น เวลาจะเข้าสู่คำถามไง ตอนเราพุทโธๆ เวลามันดึง เขาว่าเขาจับธาตุดินไง เวลาจับธาตุดินแล้วพิจารณาของเขาไป พุทโธก็พุทโธไป มันดึง มันมีความรู้สึกดึง มีความรู้สึกตึง มีความรู้สึกต่างๆ มันอยู่ที่คุณสมบัติของจิต จิตของใคร เวลามันดึง มันตึง มันทับ

ถ้าเราหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ โดยความเป็นอิสระ โดยจิตมันเป็นข้อเท็จจริงของมัน เวลามันวาง วางอาการนั้นน่ะ อาการที่ตึง อาการที่ดึง อาการต่างๆ อาการไง อาการคือเวรกรรมของสัตว์ มันอยากรู้อยากเห็นอะไรของมันโดยธรรมชาติของมัน นี้โดยจิตใต้สำนึกนะ

“ก็เราไม่ได้คิด เราไม่ได้เจตนา เราจะทำคุณงามความดี”

เออ! ก็ปัจจุบันไง พอคิดจบมันก็เป็นอย่างที่มันเป็นน่ะ อย่างที่มันเป็นอะไร จริตนิสัย

มันจะเกิดสิ่งใดขึ้นก็แล้วแต่นะ อาการอย่างนี้เกิดจากจิต แล้วมันมีปรากฏการณ์กับเรา เราไม่ต้องการ มันก็เป็นอาการหนึ่ง แล้วถ้าเราพิจารณา เราฟังหรือเราพิสูจน์แล้วว่ามันไม่ใช่ความเป็นข้อเท็จจริง เราจะไม่เอา อาการนี้จะหายไป

พออาการนี้จะหายไป มันก็จะไปเกิดอาการใหม่ๆ ต่อไปตลอด เพราะโดยข้อมูลฐานมันเป็นแบบนี้ แต่เราต้องมีสติปัญญาเท่าทันทั้งนั้น แล้ววาง ต้องทำความเข้าใจกับตัวเองว่า ตอนนี้เราพยายามทำสมาธิ คือทำความสงบสุขของจิตเราเอง

แต่โดยปกติมันไม่สงบสุข เพราะมันมีความไม่รู้คืออวิชชาคอยยุคอยแหย่ อยากรู้อยากเห็น อยากเป็น อยากทำ แต่มันยังไม่เป็นจริง นี่เพราะความไม่รู้ แต่พอเรารู้แล้ว เราเข้าใจแล้ว อาการแบบนี้ก็จบ แต่มันก็ไปเกิดปรากฏการณ์อันอื่นต่อไปเพราะกิเลสมันยังอยู่

ฉะนั้น สิ่งนี้มันเป็นปรากฏการณ์อันหนึ่งที่เราทำความเข้าใจแล้ววาง แล้วปฏิบัติต่อเนื่องไป นี่ข้อที่ ๑.

“๒. เวลาพุทโธอยู่ดีๆ อารมณ์มันจับ สังเกต มันดึง มันเกิดอารมณ์ อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น”

มันคล้ายๆ กับข้อที่ ๑. อันนี้พูดถึงเวลามันภาวนาไป ความรู้สึกนึกคิดของคนมันร้อยแปด นี่ข้อที่ ๒. จบ

“๓. ไม่เคยเห็นกายแบบคนอื่นเลยเจ้าค่ะ เคยนั่งสมาธิแล้วเห็นแว็บ เห็นแขน เห็นอวัยวะแว็บๆ อยู่ ๒–๓ ครั้ง ตอนนี้เลยใช้ดูธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟเอาค่ะ ดูธาตุดินจนเห็นว่ารู้ให้มันแนบอยู่กับลม”

อันนั้นเราต้องทำความเข้าใจว่า การทำความสงบของใจคือทำสมาธิๆ ในอริยสัจ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์

ทุกข์ที่มันเกิดขึ้นๆ ขึ้นมา เกิดทุกข์ในอริยสัจนะ ไม่ได้ทุกข์ในชีวิตประจำวัน

ทุกข์ในชีวิตประจำวัน หายใจก็ทุกข์นะ คนเป็นหวัดหายใจไม่ออก คนเจ็บไข้ได้ป่วยต้องมีออกซิเจน ให้ออกซิเจน เวลาแค่นี้มันก็ทุกข์ ทุกข์ของร่างกาย

เวลาถ้าเป็นกิเลส มันทุกข์ที่ใจ ทุกข์เรื่องนั้น ทุกข์เรื่องนี้ แบกหามทุกอย่างร้อยแปดพันเก้า ถ้าจิตสงบแล้ว ไม่เห็นแล้ว เพราะจิตมันสงบ มันมีความสุข เห็นไม่ได้ แล้วเห็นไม่เป็น

แต่ถ้ามันจะรู้มันจะเห็นของมัน ถ้าจะรู้เห็น จิตสงบแล้วน้อมไปให้เห็น ถ้ามีอำนาจวาสนาจะเห็นเลย เห็นไหม บุญกรรมของแต่ละบุคคล

เวลาตอบปัญหา คนนี้ถามมาๆ มันเฉพาะบุคคล เฉพาะบุคคลทั้งนั้นน่ะ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเขาจะไปฟังของคนอื่นมา พยายามจับประเด็นของคนอื่นมาแล้วมายำกัน ไม่เข้าใจ

แต่ถ้าเป็นข้อเท็จจริง มันเหมือนกับคนไข้ไปหาหมอ หมอประจำบ้านต้องวินิจฉัยว่าเขาเป็นโรคอะไร จะรักษาเขาอย่างไร

คนถามปัญหา คนถามปัญหาแต่ละบุคคลมา แต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน บางคนเดินจงกรมง่าย บางคนนั่งสมาธิง่าย บางคนทำพุทโธได้ บางคนกำหนดลมได้ บางคนๆ แล้วจิตเป็นอย่างไร

ไอ้วิธีการนั่นเรื่องหนึ่งนะ มันเป็นสมาธิมันก็เป็นสมาธิ ถ้ามันเป็นสมาธิ ความรู้ความเห็นมันจะเข้าสู่อริยสัจ ถ้ามันไม่เป็นสมาธิ ถ้าไม่เป็นสมาธิมันเป็นวัฒนธรรมประเพณี มันเป็นการฟังธรรมะมาแล้วมันจินตนาการของมัน

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เวลาเรานั่งของเรา เขานั่งสมาธิแล้วเขาเห็นกาย เห็นอะไร นั่นก็เห็นโดยสมมุติ เห็นโดยวิปัสสนึกก็ได้ แต่เห็นโดยข้อเท็จจริงขนพองสยองเกล้า เห็นโดยข้อเท็จจริงเห็นได้ยาก เห็นโดยข้อเท็จจริงนี่ตรวจสอบได้ ตรวจสอบได้จากครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติเป็นมาก่อน การเห็น เห็นอย่างไร เห็นทุกข์ ทุกข์อย่างไร เห็นสัจจะ เห็นสัจจะอย่างไร นั่นแหละเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง

ไอ้ที่เห็นๆ เห็นแบบนึกคิดเอาทั้งนั้นน่ะ เห็นแบบเรียนตามตำรามาแล้วสร้างภาพให้เป็นอย่างนั้น ไม่มี

ทีนี้ย้อนกลับมาคำถามไง เคยเห็นอยู่ ๒–๓ ที เห็นเป็นท่อนแขน เห็นเป็นอวัยวะ

ใช่ คนมีวาสนาเห็นเต็มร่างกายเลย แล้วเห็นแล้วแว็บหายเลย เพราะอะไร เพราะกำลังที่จับไว้ไม่มี

การเห็นกายๆ ไม่ใช่ว่ามันเห็นแล้ว แหม! มันจะเป็นเหมือนทีวีจะมาตั้งให้ดู

ทีวี ถ้าไฟตก ภาพนั้นเคลื่อนไหว ต้องเสถียร สัมมาสมาธิคือพลังงานที่ต้องเสถียร แล้วเห็น เห็นอย่างไร นี่ถ้าครูบาอาจารย์ที่เป็นจริงนะ

ถ้ามันเป็นเรื่องพร่ำเพ้อละเมอเพ้อพก มันพูดไปโดยอ้างอิงวิทยาศาสตร์ อ้างอิงสิ่งที่เป็นวิทยาศาสตร์ แล้วความจริงจิตมันไม่เป็นอย่างนั้น ถ้าจิตมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ฉะนั้นที่ว่า เห็นแขน เห็นขา นั้นคือเห็นเป็นโอกาส โอกาสที่มันเป็นไปได้ แต่เราจะให้มันทรงตัวหรือให้เป็นความพอใจของเรา ไม่มี มันอยู่ที่การบริหาร อยู่ที่การทำความสงบของใจเข้ามาให้ได้ ถ้าใจสงบแล้ว ถ้าเห็นอย่างนั้นก็ได้ แล้วการเห็นมันไม่ใช่ว่าจำเป็นต้องเห็นกายไง กาย เวทนา จิต ธรรม เห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง เห็นอย่างใดอย่างหนึ่งคือปัจจุบัน แล้วถ้าทำข้อเท็จจริงนั้นจะเป็นการยกขึ้นสู่วิปัสสนา อันนั้นยกไว้ก่อน

แต่เพียงแต่จะตอบปัญหาที่ว่า ทำไมเห็นเป็นท่อนแขน ทำไมเห็นเป็นอวัยวะ

มันเห็นเพราะว่าธรรมมันเกิด ธรรมมันเกิด หมายความว่า จิตมันสงบแล้วมันรู้มันเห็นไปตามวาสนา ตามเวรตามกรรม แต่มันไม่ได้เห็นโดยสติสัมปชัญญะที่เราเห็นแล้วเราควบคุม เราบริหาร

ถ้าเราเห็นอย่างนี้เห็นแบบเห็นสติปัฏฐาน ๔ นั้นมันจะเป็นวิปัสสนา คือศีล สมาธิ มันจะเกิดภาวนามยปัญญา ปัญญาที่จะแทงทะลุกิเลสตัณหาความทะยานอยาก นั้นเป็นอีกสเต็ปหนึ่ง มันถึงว่ามีสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานไง

นี่พูดถึงว่าข้อที่ ๓. เห็นแว็บๆๆ

เห็นแว็บๆ นี่เป็นธรรมเกิด เป็นเห็นไปโดยอาการโดยที่ว่าเราไม่ได้ควบคุม เราไม่ได้จัดการ นั้นการเห็นอย่างนี้เห็นโดยทั่วไป จบ

๔. จิตหนูจะรู้วูบ

ไอ้วูบเข้าวูบออก มันเหมือนกับที่เรานั่งสมาธิ ถ้าเราพุทโธๆๆ เวลามันละเอียดเข้ามา มันพุทโธคล่องตัวขึ้นมา มันจะเป็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ ขณิกะคือมันจะสงบชั่วครั้งชั่วคราว แล้วถ้าเป็นอุปจาระนะ มันสงบมากกว่า แต่มันยังรับรู้ได้ แล้วถ้ามันวูบๆ ถ้าวูบโดยที่ว่ามันจะวูบ มันจะลงสู่ฐานเลย นั่นเป็นอาการอีกอันหนึ่ง เวลาอาการที่มันเป็นๆ ร้อยแปดนะ เรื่องของนามธรรม เรื่องของจิต ร้อยแปดพันเก้า

จะเป็นสมาธิ เป็นสมาธิอย่างไร

ชำนาญในวสี ที่หลวงปู่เจี๊ยะท่านบอกไง ทำสมาธิๆ แล้วสมาธิเข้าออก ไอ้พวกที่ทำสมาธิไม่เป็น แล้วไม่เคยเป็นสมาธิ มันพูดออกมานี่รู้เลย “อ๋อ! สมาธิมีการเข้า การออกหรือ”

แสดงว่าไม่เคยเป็น ไม่รู้

สมาธิ เวลาเข้านะ ขณิกะคือมันพุทโธคล่องตัวไง เวลาพุทโธทีแรกมันจะขัดแย้ง เพราะอะไร เพราะพุทโธนี่พุทธานุสติ แต่ถ้ามันอิสระ มันคิดตามใจตัวมันเอง กิเลสตัณหาไปทั่วเลย ทีนี้พอบังคับให้มันมาคิดพุทโธ มันจะขัดแย้งกันมากเลย เพราะอันนี้มันจะเป็นธรรม

อันนี้มันเป็นกิเลส แล้วจากกิเลสจะมาเป็นธรรม มันเริ่มต้นมันขัดมันแย้ง มันหัวอกแทบระเบิด เวลาพุทโธๆ จนมันคล่องแคล่ว พุทโธจนมันกลมกลืน ความพยศของมันเบาลงไง ความพยศของกิเลสมันโดนปราบ แล้วพอมันพยศ มันไม่ยอม แล้วพอมันเข้ากับธรรมะได้ เริ่มสงบสุข นี่ขณิกะ

ถ้ามันสงบมากกว่านั้น ยังรับรู้ได้ นี่อุปจาระ

แล้วถ้ามันจะลงสู่อัปปนา วูบวาบ มันจะมีอาการของมัน แล้วคนตกใจหมด เพราะอะไร เพราะมันกลัวเป็นกลัวตาย มันคิดว่ามันจะตาย ลมหายใจจะขาด เวลาจะเป็นจริงๆ มันจะตกใจ มันตกใจเพราะอะไร เพราะมันเป็นสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตไง กลัวตาย แต่เวลาคนรู้จริงนะ ชำนาญในวสีควบคุมได้หมดน่ะ จะเป็นอะไรๆ

บ้านไง บ้านของเรา เราเข้าออกทุกวัน ประตูไหนกูก็รู้ทั้งนั้นน่ะ หลับตาเดินยังได้เลย นี่ถ้ามันเข้าชำนาญ ชำนาญในวสี ถ้าชำนาญในวสี สมาธิจะเสื่อมไหม แล้วถ้าสมาธิมันไม่เสื่อม มันมีกำลังของมันมั่นคงแล้ว ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนา นี่เป็นฐาน นี่ไง ไฟเสถียร สมาธิมันเสถียรของมัน ดูแลของมัน มันจะยกขึ้นสู่วิปัสสนามันต้องอาศัยฐานนี้ ถ้าฐานนี้มันดีจริง มันก็จะเป็นจริงของมันไปไง

ฉะนั้นถึงบอกว่า ถ้ามันจะดึง มันจะอะไรอย่างนั้น

อันนี้มันเป็นอาการทั้งนั้นน่ะ ทีนี้เพียงแต่ว่าเวลาปฏิบัติมันมีประสบการณ์ไง เวลามีประสบการณ์ ประสบการณ์ ๕ อย่าง เขียนมา ๕ ข้อ แค่ทำความสงบนะ ทำสมาธิ ถ้าไม่มีประสบการณ์เลยนะ อีลุ่ยฉุยแฉกออกนอกลู่นอกทาง เวลาจะเข้าความจริงมันมีประสบการณ์ของมัน นี่จะเป็นแนวทางเข้าสู่ใจของตัว การทำสมาธิ นี่ข้อที่ ๔.

“๕. เวลามีอะไรแปลกๆ นั่งสมาธิอยู่หนูจะกลัว แล้วจะออกมาตั้งหลักก่อน เหมือนตอนเด็กๆ ภาวนาดีกว่านี้”

ไอ้เรื่องกลัว เวลาคน เราเคยมีลูกศิษย์คนหนึ่งบอกว่าไม่อยากพิจารณากายเพราะกลัวผี

เราบอกว่า เอ็งน่ะเข้าใจผิด ผีคือจิตวิญญาณ พิจารณากายคืออริยสัจ มันเป็นธรรมะ พิจารณากายคือเห็นร่างกายของตน แต่เราคิดว่าร่างกายเน่าเปื่อยมันจะเหมือนกับภูตผีปีศาจ เหมือนจิตวิญญาณ

เรื่องจิตวิญญาณอย่างหนึ่งนะ แต่สัญชาตญาณของคนมันกลัว ถึงบอกว่าไม่อยากพิจารณากาย

ไม่อยากพิจารณากาย พิจารณาอันอื่นก็ได้ แต่การพิจารณากายมันไม่ใช่เห็นผีหรอก มันเห็นอริยสัจ เห็นสัจจะ เห็นธรรมะ ธรรมะตามความเป็นจริง สติปัฏฐาน ๔ อริยสัจ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ มันจะทุกข์ดับ ดับด้วยการพิจารณากายของตัวเองนะ มันจะเป็นผีตรงไหน แต่คนเข้าใจผิดไงว่ากลัวผีๆ

นี่ก็เหมือนกัน โดยธรรมชาติคนมันกลัว แต่ถ้ามีครูบาอาจารย์นะ เรามีสติมีปัญญาของเรา เรารักษาของเรา เราฝึกหัดปฏิบัติของเรา แล้วถ้ามันเจริญเติบโตขึ้นมา เรื่องนี้มันเป็นเรื่องเด็กๆ แล้วมันจะผ่านของมันไป

เริ่มต้นปฏิบัติจะเป็นอย่างนี้ทั้งนั้นเพราะมันเป็นโลก โลกกับธรรม เรามาจากโลกไง เราต้องมีการศึกษา เรามีความเข้าใจในวิทยาศาสตร์ เด็กรุ่นใหม่ไง ไม่เชื่อธรรมะ เชื่อวิทยาศาสตร์ไง

วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องโลกนะ เป็นวิชาชีพ เป็นวิชาไว้หาเลี้ยงชีพ ธรรมะเอาไว้แก้ไขหัวใจของตน มันไม่ใช่วิทยาศาสตร์ พุทธศาสน์ แล้วเป็นข้อเท็จจริงนะ มันจะแก้หมดเลย สิ่งลังเลสงสัย สิ่งที่ความทุกข์ความยาก แล้วมีกิเลสตัณหาความทะยานอยากตั้งแต่ลูกหลานมัน ทำลายมัน สมุจเฉทปหาน ฆ่ามันเป็นชั้นเป็นตอน เป็นบุคคล ๔ คู่ จนถึงวิมุตติสุข เอวัง